บั้งไฟพญานาค

บั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ตอนนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมากในวงการวิทยาศาสตร์ บั้งไฟพญานาคเป็นประกฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงบริเวณชายฝั่งของประเทศไทยและประเทศ สปป.ลาว เกิดจากลูกไฟกลมสีส้ม-แดง พุ่งขึ้นกลางแม่น้ำโขงและมักเกิดขึ้นทุกๆวันออกพรรษาของทุกปี บั้งไฟพญานาคมีลักษณะเป็นลูกไฟดวงกลมขนาดเล็กเท่าไข่ห่านหรือไข่นกระจอกเทศ มีสีส้มอมแดง ไม่มีควัน ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ซึ่งพุ่งขึ้นจากแม่น้ำเหนือผิวน้ำประมาณ 5 – 30 เมตรแล้วสลายหายไป หรือบางลูกพุ่งขึ้นมาแล้วโค้งลงมาหายไป บั้งไฟพญานาคมักเกิดมากที่สุดทางแม่น้ำโขงบริเวณจังหวัดหนองคาย และทางฝั่งประเทศ สปป.ลาว โดยบั้งไฟเกิดขึ้นมากที่สุดที่อำเภอโพนพิสัย โดยลูกไฟจะเกิดห่างจากชายฝั่งประมาณ 200-500 เมตร โดยจะเกิดมากที่สุดในเวลา 22.00 – 24.00 น. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแต่ละปีด้วย บั้งไฟพญานาคยังคงไปที่ถกเถียงกันทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการเกิด บางทฤษฏีกล่าวว่า ลูกไฟนั้นเกิดขึ้นจากก๊าซมีเทน-ไนโตรเจน ที่เกิดจากการย่อยสลายของซากสัตว์ ซากพืช ที่หมักหมมกันในลำน้ำ ซึ่งแม่น้ำโขงมีความลึกมากและซากดังกล่าวจมอยู่ใต้ลำน้ำที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสและปริมาณออกซิเจนน้อย และจะเกิดการสะสมของความร้อนมากพอในวันที่มีแสงแดดส่องถึง ซึ่งการสะสมของความร้อนจะสะสมกันนาน 3 – 4 ชั่วโมง จนในที่สุดเกิดลูกไฟแหวกผ่านม่านน้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า  สอดคล้องกับอีกหนึ่งทฤษฎีที่ว่าน้ำในแม่น้ำโขงมีความเป็นกรดด่างและมีการสะสมของก๊าซมีเทนจากการทดสอบทุ่นดักก๊าซและพบว่าจุดนั้นสามารถจุดติดไฟได้

หมอก

หมอก หรือ Fog เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดได้ทั่วโลก หมอกมีลักษณะคล้ายเมฆบางๆที่สัมผัสกับพื้นดิน แต่ทว่ามีการแยกคำว่า เมฆและหมอกออกไปซึ่งนักวิทยาศาสตร์พิจารณาว่า เมฆที่เคลื่อนที่สัมผัสกับพื้นดิน อาคาร ภูเขา สิ่งก่อสร้างโดยมนุษย์ที่ถูกจัดว่าเป็นหมอกมากกว่าเมฆ ทั้งนี้ก็มีการจัดประเภทและความแตกต่างระหว่างหมอกและละอองหมอก ซึ่งจะมีความหนาแน่น้อยกว่า หมอกปกติทั่วไปหากเกิดจะทำให้ลดการมองเห็นทั่วไปน้อยกว่า 1 กิโลเมตร หมอกส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่สูงเช่น ภูเขา หรือ เกิดขึ้นตามป่าไม้ที่มีความชื้นมาก รวมถึงเกิดขึ้นในแม่น้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หมอกก่อตัวขึ้นโดยสภาวะความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิหรือจุดน้ำค้าง ซึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 2.5 องศาเซลเซียส ซึ่งไอน้ำจะเริ่มก่อตัวและการควบแน่นในอากาศ ไอน้ำที่เกิดขึ้นจากการระเหยของน้ำและน้ำแข็ง ทำให้เกิดละอองน้ำหรือลักษณะคล้ายกับเมฆ หมอกนั้นหากเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นเมื่อมองจากด้านบนของหมอกจะเห็นเป็นหมอกปกคลุมพื้นที่ด้านล่างซึ่งมองจากด้านบนจะมีความสวยงามมาก ซึ่งในประเทศไทยเกิดขึ้นมากแถบพื้นที่ป่าและภูเขาสูงจะเห็นเป็นเมฆหมอกแผ่ขยายกว้างซึ่งคนไทยเรียกว่า ทะเลหมอก นอกจากหมอกจะเกิดขึ้นตามพื้นที่ภูเขาและป่าแล้ว หมอกยังเกิดขึ้นในทะเลอีกด้วยซึ่งจะเห็นมากเช่น สะพานโกลเด้นเกต เมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งหมอกชนิดนี้เรียกว่า หมอกทะเล เกิดจากปรากฏการณ์ของเกลือที่อยู่เหนือพื้นน้ำทะเล หมอกแม้ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ก็มีความอันตรายไม่น้อยหมอกทำให้พื้นที่นั้นๆมีทัศนวิสัยการมองเห็นลดลงมากเช่นอาจก่ออุบัติเหตุได้ อย่างเช่น วันที่  28 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 เครื่องบินรุ่น บี-25 มิตเชลล์ พุ่งชนเข้ากับตึกเอ็มไพร์สเตตเพราะหมอกลงจัด

พายุหมุนเขตร้อน

พายุหมุนเขตร้อน เราจะพบบ่อยแถวภาคอีสานแต่จะเป็นแค่ลูกเล็ก ระบบพายุที่พัฒนามาจากศูนย์กลางของหย่อมความกดอากาศต่ำ, ลมแรง และการจัดเกลียวของพายุฝนฟ้าคะนอง ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่และความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณเขตร้อนของโลกนอกจากลมแรงและฝนตก พายุหมุนเขตร้อนมีความสามารถในการสร้างคลื่นสูง และก่อให้เกิดความเสียหายจากน้ำขึ้นจากพายุ และทอร์นาโด ซึ่งมักจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่พายุอยู่บนแผ่นดิน เนื่องจากถูกตัดขาดจากแหล่งพลังงานหลักของมัน จากเหตุผลนี้ ทำให้บริเวณชายฝั่งทะเล มักมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากพายุหมุนเขตร้อนมากกว่า เมื่อเทียบกับในแผ่นดิน อย่างไรก็ตามในแผ่นดินเองก็เกิดความเสียหายได้จากน้ำท่วมบนแผ่นดิน จากฝนตกหนัก และน้ำขึ้นจากพายุสามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมบนแผ่นดินได้กว้างถึง 40 กิโลเมตร จากชายฝั่งทะเล แม้ว่าพายุหมุนเขตร้อนจะส่งผลกระทบต่อประชากรมนุษย์มหาศาล แต่พายุยังสามารถช่วยบรรเทาภาวะภัยแล้งได้ พวกมันยังพาพลังงานความร้อนออกไปจากเขตร้อน ข้ามผ่านไปยังละติจูดในเขตอบอุ่น ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนสภาวะภูมิอากาศในระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยทั่วไปรูปแบบพายุหมุนเขตร้อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกับความสัมพันธ์กับน้ำอุ่น โดยพายุจะได้รับพลังงานผ่านการระเหยของน้ำบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร ซึ่งในที่สุดน้ำเหล่านั้นจะควบแน่นอีกครั้งและเข้าไปอยู่ในกลุ่มเมฆและฝน เมื่ออากาศชื้นและความเย็นอิ่มตัว ซึ่งแหล่งพลังงานนี้จะแตกต่างกับพายุหมุนละติจูดกลาง ตัวอย่างเช่น นอร์อิสเทิร์น และพายุลมยุโรป ซึ่งได้รับพลังพลักดันหลักจากความแตกต่างของอุณหภูมิในแนวนอน โดยลมหมุนวนรอบอย่างรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนนั้นเป็นผลมาจากการอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งเกิดจากสภาวะการหมุนรอบตัวเองของโลก ขณะที่อากาศไหลเข้ามาสู่แกนกลางของการหมุน  

ทะเลสาบสีชมพู

สวัสดีครับทุกท่านพบกันอีกเช่นเคยกับเรื่องราวสุดแปลกจากทั่วโลกที่จะนำมาเสนอให้ทุกคนกันนะครับ วันนี้มาพูดคุยกันถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกเลยว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เรียกว่า เป็นอะไรที่อลังการงานสร้างเหลือเกิน กับที่ที่หนึ่งที่ต้องพูดได้เลยว่า มันอัศจรรย์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว บนโลกใบนี้มีทะเลสาบหลากหลายที่เลยจริงๆบนทั่วโลกมีทะเลสาบที่เป็นน้ำเค็มและน้ำจืดแต่ที่นี่ที่ออสเตรเลีย ประเทศในดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่น่าติดตามและน่าค้นหาอยู่สม่ำเสมอ แน่นอนว่าเราไปกันที่หนึ่งที่ต้องต้องตะลึงที่นั้นคือ ทะเลสาบสีชมพู เป็นที่เดียวในโลกที่เป็นทะเลสาบที่มีสีชมพู  ต้องบอกเลยว่า ที่นี่เป็นปรากฎการณ์หลายๆคนอยากไปเห็นกับตารวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าเป็นทะเลสาบแห่งเดียวของโลกที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ หรือสภาพอากาศที่ร้อนหนาวเย็นฝนตกหรือใบไม่ร่วงหล่นก็ตามก็ยังคงเป็นสีเดียวสีเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยนั้นคือ สีชมพูนั้นเอง แต่หลายคนก็บอกกันตามมาว่าและเชื่อกันว่าสีชมพูที่ทะเลสาบแห่งนี้ที่มีสีชมพูเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแบคทีเรียชนิดหนึงด้วย นี่คือสิ่งที่เรียกว่าปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่สุดแปลกมาที่ๆหนึ่งในโลกใบนี้ ต้องบอกเลยว่า ผมได้เห็นภาพแล้ว พูดเลยว่า มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ด้วยสีชมพูอันใสพรุ๊งฟริ๊งๆ  แต่ที่นี้อาจจะแฝงสิ่งที่เป็นอันตรายให้กับเราก็เป็นไปได้  สำหรับวันนี้ขอขอบพระคุณที่ติดตามกันนะครับ สวัสดีครับ

ทะเลโฟม

  สวัสดีครับทุกท่านพบกันอีกเช่นเคยกับเรื่องราวสุดแปลกจากทั่วโลกที่จะนำมาเสนอให้ทุกคนกันนะครับ วันนี้มาพูดคุยกันถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกเลยว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เรียกว่า ทะเลโฟม ที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งทางเหนือของ เมืองซิดนี่ย์ (Sydney )ที่ยัมบา (Yamba ) ของ นิวเซาธ์เวลส์ (New South Wales )และได้แปรเปลี่ยนชายฝั่งเป็น คาปูชิโนใน (Cappuccino Coast ) ฟองโฟนได้ กลืนกินทั้งหาด และอาคารสิ่งก่อสร้างไปกว่าครึ่งหลังที่ก่อสร้างอยู่ริมชายหาด ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์หน่วยกู้ภัยชายหาดท้องถิ่น ฟองโฟนนี้นกินอาณาบริเวณออกไป กว่า 30ไมล์จากชายฝั่ง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายถึงสาเหตุของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้ไว้ว่าเกิดจาก ความบังเอิญหลายอย่างที่ลงตัว ฟองโฟมเหล่านี้ไม่ได้เกิดสิ่ง สวยงาม แต่มันเกิดจาก สิ่งสกปรกต่างๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ทำให้ทะเลสกปรก เกิดจากเกลือเกิดจากปฎิกริยาทางเคมี การเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ในทะเล ปลา ที่เกิดจากน้ำเสียที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกันด้วยส่วนผสมที่ลงตัว และมีคลื่นที่เคลื่อนตัวแล้วม้วนตัวลงก็จะทำให้เกิดฟอง และเมื่อคลื่นได้เคลื่อนมากระทบฝั่งจะคลายฟอง ออกมาสะสมอยู่ที่ริมชายหาดสะสมตัวขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ  แน่นอนว่าปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกสุดในโลกที่เรียกว่า ทะเลโฟม เป็นสิ่งที่แปลกมากเลยสำหรับทุกคนเลยทีเดียว สำหรับวันนี้ขอขอบพระคุณที่ติดตามกันนะครับในเรื่องราวของปรากฎการณที่แปลกที่สุดในโลกและสามารถเกิดสิ่งที่อัศจรรย์ได้  สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนเดี่ยวเจอกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีครับ

หินเดินได้

สวัสดีครับทุกท่านพบกันอีกเช่นเคยกับเรื่องราวสุดแปลกจากทั่วโลกที่จะนำมาเสนอให้ทุกคนกันนะครับ วันนี้มาพูดคุยกันถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกเลยว่า แอดมินเองยังตกกะใจเลยทีเดียวแน่นอนว่าทุกคนก็คงต้องตกกะใจเหมือนแอดมินอย่างแน่นอนเลยนะครับ กับปรากฎการณ์ที่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หินมันจะเดินได้ ที่ยังเป็นเรื่องราวที่ปริศนาเป็นอย่างมากที่เกิดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติ เดท วัลลี่ย์ ในรัฐแคลิฟอเนีย แน่นอนว่าพบอย่างชัดเจน  จะพบได้จากร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหิน ทิ้งไว้บนดินเหนียวแห้งเป็นเส้นทางที่ยาว แน่นอนว่าจะเกิดขึ้น ทุก2-3 ปี ต่อครั้ง  และหินบางก้อนใช้เวลาถึง 3-4 ปีจากลักษณะรูปร่างของร่องรอยของการไถลของหินนั้นบ่งบอกได้ว่าหินก้อนนั้นต้อง เคลื่อนที่ในช่วงที่พื้นของเรซแทรค พลาย่านั้นถูกปกคลุมด้วยดินเหนียวอ่อนนุ่ม ถ้าเป็นฝีมือของคนหรือสัตว์จะต้องมีร่องรอยของการเหยียบย่ำรบกวนชั้นดิน เหนียวด้วย แต่ในบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยจากคนหรือสัตว์ที่จะช่วยให้หิน เคลื่อนที่เลย มีเพียงร่องรอยการไถลของหินเท่านั้น ปรากฏที่ยังคงค้นหาคำตอบอยู่เสมอ เป็นปรากฏการณ์ที่พูดได้เลยว่า ยังทำให้เรายังต้องค้นหาต้องไปว่าจะเกิดมีการมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร และ นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่สนใจในเรื่องราวพวกนี้ก็ยังอยากหาคำตอบที่ถูกต้อง นี่เป็นหนึ่งเรื่องราวสุดแปลกของทั่วโลก ที่พวกเราต้องเรียนรู้ต่อไป สำหรับวันนี้ขอขอบพระคุณที่ติดตามกัน สำหรับวันนี้สวัสดีครับ  

ดอกไม้น้ำแข็ง

สวัสดีครับทุกท่านวันนี้พบกับเรื่องราวสุดแปลกจากทั่วโลกที่จะนำมาเสนอให้ทุกคนกันนะครับ  วันนี้ต้องพูดได้เลยว่า ปรากฏนี้ทำให้ผู้ที่พบเห็นตกตะลึงกันเลยทีเดียว กับปรากฎการณ์ ดอกไม้น้ำแข็งหรือ ไอซ์ฟลาวเวอร์ เกิดจากบนทะเลที่กลายเป็นน้ำแข็ง และมีเกร็ดน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นมาเป็น ช่อดอกไม้สีขางๆเหมือนกับสีของหิมะเลย กลีบบางผุดขึ้นมาเต็มพื้นน้ำแข็ง มักเกิดขึ้นในทางทวีปที่มีอากาศหนาวเย็น ไม่ว่าจะเป็น ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ บ้านเราคงไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจนเลยนะครับเพราะบ้านเราอยู่ในเขตอากาศร้อน ปรากฏนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกที่ทั่วโลก และไม่ได้เกิดบ่อยเมื่อเกิดขึ้นแล้วอย่างที่บอกกันไปว่า ทำให้ผู้คนต่างพามาดูกับปรากฏการณ์นี้  แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้มีหลายปัจจัยและ ซึ่งมีสาเหตุของการเกิด ปรากฏการณ์ธรรมชาติดอกไม้น้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดอกไม้น้ำแข็ง เป็นหนึ่งในรูปแบบของแผ่นน้ำแข็ง ที่เพึ่งก่อตัวขึ้นใหม่ เมื่อไอน้ำอิ่มตัว (Saturated Water Vapors )ที่แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง เมื่อไอน้ำอิ่มตัว สัมผัสกับอากาศเย็นจัดด้านบนก็จะเริ่มก่อตัวเป็นเกร็ดน้ำแข็ง ส่วนเกลือบนที่อยู่บนผิวของเกร็ดน้ำแข็งก็จะเกิดการตกผลึก เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบนผิวของเกร็ดน้ำแข็ง ผลึกเกลือที่เกิดขึ้นจะเป็นเสมือนแกนให้ให้ไอน้ำอิ่มตัว ที่เหลือเกาะเป็นเกร็ดน้ำแข็งใหม่ขึ้นสลับไปมาจนซ้อนทับกันจนคล้าย กลีบดอกไม้ ปรากฎการณ์นี้เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่สุดแปลกมากเลยทีเดียวและทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง

ปรากฏการณ์ปูแดง วางไข่ที่ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกมีภูมิประเทศที่หลากหลายตั้งแต่ป่าดิบชื้นไปจนถึงทะเลทรายกว้างใหญ่และมีสัตว์มากมายอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งติดอันดับสัตว์ที่ชุกชุมที่สุดในโลกอีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่ของจระเข้เป็นจำนวนมากอีกประเทศหนึ่งด้วย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี บริเวณเกาะคริสต์มาส ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปูแดงนับล้านตัวที่อาศัยอยู่ในป่าซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ปูแดงกว่า 100 ล้านตัวเดินทางออกจากป่าเพื่อมาวางไข่ที่ชายทะเล เกาะคริสต์มาสอยู่บริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลียซึ่งนอกจากมนุษย์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปูแดง ซึ่งเป็นปูน้ำเค็มพวกมันอาศัยอยู่ในชายป่าใกล้กับชายฝั่งของเกาะ ซึ่งบริเวณนั้นก็เป็นทางผ่านของรถยนต์ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาในบริเวณนั้นเมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ของปูแดงนั้น จะอพยพเดินทางไปที่ชายทะเลและเดินทางข้ามถนนที่เสี่ยงถูกรถเหยียบจำนวนมาก และปูบางตัวต้องเข้าไปในบ้านพักอาศัยของคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนบนเกาะชินกับปรากฏการณ์น่าทึ้งนี้ ในปัจจุบันทางการของเมืองบนเกาะได้รณรงค์อนุรักษ์พันธุ์ของปูแดงโดยเมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ในเดือนพฤศจิกายน ทางการจะจัดเส้นทางสำหรับปูโดยสร้างสะพานเพื่อให้ปูเดินทางขึ้นไปป้องกันไม่ให้รถเหยียบ บางเส้นทางทางการต้องปิดถนนเพื่อไม่ให้รถยนต์วิ่งผ่าน โดยในช่วงนั้นเราจะเห็นกองทัพปูแดงกว่าล้านตัวเดินข้ามถนนเป็นสีแดงสวยงาม เมื่อวางไข่แล้วปูแดงก็จะเดินทางกลับขึ้นฝั่งอีกครั้ง    

Fire whirl หรือ เสาเพลิงหมุน

ปรากฏการณ์ที่แปลกและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก ซึ่งต้องมีสภาวะที่เหมาะสมเท่านั้นถึงจะเกิดได้ในปรากฏการณ์ขึ้นคือ ปรากฏการณ์ Fire Whirl เสาเพลิงหมุน หรือ ทอร์นาโดไฟ เป็นลักษณะแบบลมหมุนเป็นเกลียวคล้ายงวงช้าง หมุนประมาณ 10 นาที ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการเกิดไฟไหม้ หรือไฟป่า ซึ่งต้องมีสภาวะที่เหมาะสมถึงจะเกิดขึ้น เพลิงหมุนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ทั่วโลก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดเพลิงไหม้ต่างๆรวมถึงไฟป่า แต่ใช้ว่าเกิดไฟไหม้แล้วจะมีปรากฏการณ์เพลิงหมุนได้ เพลิงหมุนนั้นต้องอาศัยสภาวะอากาศที่เหมาะสมแก่การเกิด เช่น ต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสมและอากาศที่เหมาะสมแก่การเกิดพร้อมกัน กล่าวคือ หากการเกิดเพลิงหมุนขึ้น ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้นั้น เมื่อความร้อนปะทะกับความเย็นในอากาศอีกทั้งสภาวะอากาศที่มีกระแสลมแรง ทำให้เกิดเป็นลมหมุนเกลียวซึ่งพัดเอาเปลวไฟหมุนไปด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นเกลียวไฟหมุนเหมือนทอร์นาโด การเกิดเพลิงหมุนนั้นส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากการเกิดไฟป่าซึ่งเป็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ เกิดมากในแถบไฟป่าที่เกิดขึ้นในทะเลทรายที่แห้งแล้งและมีสภาวะเหมาะสมกับเพลิงหมุน เพลิงหมุนนั้นมีลักษณะความสูงที่แตกต่างกันตามสภาวะ เช่น 10 – 100 เมตร กว้างประมาณ 3-5 เมตร อีกทั้งยังมีความเร็วลมประมาณ 100-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นลมที่มีความเร็วเท่ากับพายุทอร์นาโด ระดับ F0 เลยทีเดียว แต่เคยมีบันทึกว่าเสาเพลิงหมุนที่สูงที่สุดเกิดที่ประเทศออสเตรเลียขณะเกิดไฟป่าในปี 2005 โดยมีความสูงขึ้น 1,000 เมตร กว้าง 7 เมตร พัดนานกว่า 15 […]

ปรากฏการณ์ทุ่งน้ำแข็งแห่งเทือกเขา

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สวยงามจากธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้เราได้ชมกัน แต่ก็ไม่ใช้ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่เสมอไปเพราะปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบนยอดเขาสูงและหาชมยากที่ปรากฏการณ์หนึ่งของโลก อย่างปรากฏการณ์ทุ่งน้ำแข็ง หรือ Penitentes ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะของน้ำแข็งและหิมะที่พบในเทือกเขาสูงในระดับ 4,000 เมตรขึ้นไปซึ่งเป็นทุ่งน้ำแข็งที่เด่นในช่วงบริเวณที่หิมะในเทือกเขาละลายแต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ละลายที่เป็นทุ่งสีขาวโล่งๆถามกลางเทือกเขา มีลักษณะเป็นแท่งสามเหลี่ยมสูง หรือมีลักษณะเหมือนใบมีดมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร แท่งน้ำแข็งรูปทรงประหลาดนี้เกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ที่ละลายน้ำแข็งบนเทือกเขาซึ่งมีส่วนของน้ำแข็งที่ยังแข็งมากพอที่จะละลายได้ช้าทำให้บางส่วนละลายเหมือนถูกกัดเซาะ และเป็นรูปร่างประหลาดขึ้น บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว เนื่องจากลักษณะของก้อนน้ำแข็งที่แหลมยาว มองไกลๆเหมือนกับหมวกของนักบวช ปรากฏการณ์นี้ค้นพบขึ้นใน ปี 1835 ของนักบวชชื่อว่า ดาวิน ซึ่งเขาได้เดินทางไปยังเมือง Argentinian city of Mendoza ในระหว่างทางที่เขากำลังเพลินกับการเดินทางเขาพบกับทุ่งน้ำแข็งกว้างใหญ่บริเวณเทือกเขาที่ส่วนมากหิมะละลายหมดแล้ว เขาเขียนบันทึกในบันทึกการเดินทางของเขาในระหว่างเดินทางจนทำให้มีผู้คนเริ่มสนใจปรากฏการณ์นี้ ส่วนใหญ่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในแทบเทือกเขาแอนดีส หรือบริเวณภูเขาไฟในความสูงระดับ 3000 เมตรขึ้นไป ซึ่งน่าทึ่งมากต่อมาในระหว่างปี 1954-1965 Louis Lliboutry ได้ศึกษาแท่งน้ำแข็งในบริเวณนั้นทำให้พบว่าทุ่งน้ำแข็งนี้เกิดจาก การระเหยและการกลั่นตัวในจุดเยือกแข็ง น้ำบริสุทธิ์ในน้ำแข็งระเหยช้าทำให้น้ำไม่บริสุทธิ์เกิดการระเหยตัวจนเกิดทุ่งน้ำแข็งในที่สุด